จิตวิทยา

ความเป็นจริงเสมือน

ความเป็นจริงเสมือน ( virtual reality, VR) คือทัศนียภาพรอบทิศทางที่สร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์ จำลองและถ่ายทอดความรู้สึกและประสบการณ์ดั่งอยู่ในโลกเสมือนจริง การรับชมความเป็นจริงเสมือนจำเป็นต้องมีอุปกรณ์รับชมซึ่งรับสัญญาณมาจากคอมพิวเตอร์ โดยปกติแล้วจะมีฮาร์ดแวร์ที่ป้อนตรงต่อประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นที่เรียกว่า “จอแสดงผลแบบสวมศีรษะ” (Head-Mounted Display, HMD) ให้ตาทั้งสองได้เห็นภาพเป็นสามมิติจากจอภาพขนาดเล็กที่ให้ภาพ (หรือต่อไปอาจลดขนาดลงเป็นแว่นตาก็ได้) และเมื่อผู้ใช้เคลื่อนไหว ภาพก็จะถูกสร้างให้รับกับความเคลื่อนไหวนั้น บางกรณีก็จะมีหูฟังแบบสเตอริโอให้ได้ยินเสียงรอบทิศทาง และอาจมีถุงมือรับข้อมูล (data glove) หรืออุปกรณ์อื่นที่จะทำให้ผู้ใช้โต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมจำลองที่ตนเข้าไปอยู่ระบบความเป็นจริงเสมือนสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักธุรกิจบางส่วนได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถดัดแปลงไปใช้ในงานหลาย ๆ ด้าน เช่น งานด้านสารสนเทศ อาศัยความจริงเสมือน เพื่อเรียกให้ผู้คนมาสนใจด้านสารสนเทศ กระตุ้นประสาทสัมผัสของมนุษย์ให้รับรู้และเข้าใจได้ง่าย ซึ่งเป็นผลดีต่อมนุษย์ที่รับรู้ได้รวดเร็วและง่ายต่อการจดจำ ตลาดของความเป็นจริงเสริม/ความเป็นจริงเสมือน ได้กลายเป็นตลาดพันล้านดอลลาร์แล้วและคาดว่าจะเติบโตดีเกินกว่าตลาด 120 พันล้านเหรียญภายในไม่กี่ปี ส่วนต่อประสานสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface) เป็นการติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองกับอุปกรณ์ภายนอก บางครั้งเรียกว่าส่วนต่อประสานสมองกับเครื่องจักร ส่วนต่อประสานระบบประสาทกับระบบควบคุม หรือส่วนต่อประสานจิตใจกับเครื่องจักร มักนิยมเรียกย่อๆว่า BCI งานวิจัยด้าน BCI เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษที่ 1970 โดยกลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิสที่ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยและกล่าวถึง BCI เป็นครั้งแรกในผลงานตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ จากนั้น BCI ต่อยอดไปสู่การวัดสัญญาณที่ขั้วไฟฟ้าที่ฝังอยู่บนผิวสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของอวัยวะที่สูญเสียไปของผู้พิการเพื่อนไปควบคุมกายอุปกรณ์ …

Continue Reading
จิตวิทยา

อวัยวะของคอร์ติ

อวัยวะของคอร์ติ (organ of Corti, spiral organ) เป็นอวัยวะรับรู้เสียงที่อยู่ในหูชั้นในรูปหอยโข่ง (หรือคอเคลีย) ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีแถบเซลล์เยื่อบุผิวที่ไม่เหมือนกันตลอดแถบ ทำให้สามารถถ่ายโอนเสียงต่าง ๆ ให้เป็นสัญญาณประสาทต่าง ๆโดยเกิดผ่านแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้น้ำในคอเคลียและเซลล์ขนในอวัยวะของคอร์ติไหวนักกายวิภาคชาวอิตาลี นพ. แอลฟอนโซ อวัยวะของคอร์ติอยู่ในคอเคลียภายในหูชั้นในระหว่างท่อ vestibular duct กับ tympanic duct และประกอบด้วยเซลล์รับแรงกลที่รู้จักกันว่า เซลล์ขนซึ่งตั้งขึ้นอย่างเหมาะสมที่เยื่อกั้นหูชั้นใน (basilar membrane) ของอวัยวะ โดยมีเซลล์ขนด้านนอก (outer hair cell, OHC) 3 แถว กับเซลล์ขนด้านใน (inner hair cell, IHC) อีกหนึ่งแถวและมีเซลล์ที่เป็นตัวแยกและค้ำจุนเซลล์ขนเหล่านี้ คือ Deiters cell (phalangeal cell) และ pillar cell เซลล์ขนมีส่วนยื่นออกด้านบนคล้าย ๆ กับนิ้วที่เรียกว่า stereocilia ซึ่งเรียงตามลำดับความสูงโดยมีเส้นที่สั้นที่สุดอยู่ด้านนอกและยาวที่สุดตรงกลาง เชื่อว่า การเรียงลำดับเช่นนี้สำคัญมากเพราะว่าช่วยให้เซลล์ให้ปรับรับเสียงได้ดี …

Continue Reading
จิตวิทยา

วิวัฒนาการของคอเคลีย

คำว่า คอเคลีย มาจากคำภาษาละตินที่แปลว่า “หอยโข่ง/หอยทาก, เปลือก, หรือเกลียว” ซึ่งก็มาจากคำกรีก คือ kohlias ส่วนคำปัจจุบันที่หมายถึง หูชั้นในรูปหอยโข่ง พึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 คอเคลียของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีอวัยวะของคอร์ติ ซึ่งมีเซลล์ขนที่แปลแรงสั่นที่วิ่งไปในน้ำที่ล้อมรอบ ให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังสมองเพื่อประมวลเสียงส่วนอวัยวะที่มีรูปเป็นหอยโข่งประมาณว่าเกิดในต้นยุคครีเทเชียสราว ๆ 120 ล้านปีก่อนนอกจากนั้นแล้ว เส้นประสาทที่วิ่งไปยังคอเคลียก็เกิดในยุคครีเทเชียสเหมือนกันวิวัฒนาการของคอเคลียในมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญทางวิทยาศาสตร์เพราะว่าดำรงเป็นหลักฐานได้ดีในซากดึกดำบรรพ์ในศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ และนักบรรพชีวินวิทยา ได้พยายามพัฒนาเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อข้ามอุปสรรคในการทำงานกับวัตถุโบราณที่บอบบางในอดีต นักวิทยาศาสตร์จำกัดมากในการตรวจดูตัวอย่างโดยไม่ทำให้เสียหายแต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น การถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์ระดับไมโคร (micro-CT scanning) สามารถแยกแยะซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์จากซากตกตะกอนอื่น ๆและเทคโนโลยีรังสีเอกซ์ ก็ช่วยให้ตรวจสมรรถภาพการได้ยินของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้ และช่วยสร้างความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับทั้งบรรพบุรุษมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะว่าความเด่นและภาวะที่เก็บไว้ได้ดีในซากดึกดำบรรพ์ นักวิชาการได้ใช้หูเพื่อกำหนดวิวัฒนาการชาติพันธุ์ (phylogeny) จนถึงกระทั่งเร็ว ๆ นี้ หูมักจะมีส่วนต่าง ๆ รวมทั้งหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน ซึ่งล้วนแต่แสดงความเปลี่ยนแปลงตามวิวัฒนาการที่มักจะเฉพาะต่อสัตว์แต่ละพวก วิวัฒนาการของหูชั้นกลางที่เริ่มต้นด้วยแก้วหูในยุคไทรแอสซิก เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดอวัยวะการได้ยินที่ดีขึ้นโดยการคัดเลือกโดยธรรมชาติในสัตว์ชาติพันธุ์ต่าง …

Continue Reading
จิตวิทยา

ระบบการได้ยิน

หูชั้นนอก กระดูกอ่อนที่อยู่รอบ ๆ ช่องหูเรียกว่า ใบหู (pinna, auricle, auricula) คลื่นเสียงจะสะท้อนและเปลี่ยนไปเมื่อกระทบใบหู โดยความเปลี่ยนแปลงจะให้ข้อมูลเพิ่มเพื่อช่วยสมองกำหนดทิศทางของแหล่งเสียง มนุษย์ได้ยินเสียงรอบ ๆ ศีรษะได้ไม่เท่ากัน จะมีเสียงในความถี่บางอย่างและความดังบางระดับ ที่บางตำแหน่งจะได้ยินดีกว่า การรู้ทิศทางของเสียงโดยเฉพาะในแนวดิ่ง ขึ้นอยู่กับรูปร่างของใบหูอย่างสำคัญ ต่อจากนั้น คลื่นเสียงก็จะเข้าไปยังช่องหู (auditory canal) ซึ่งเป็นท่อที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อน แต่ช่องหูจะขยายเสียงระหว่างความถี่ 3-12 กิโลเฮิรตซ์ ที่สุดของช่องหูเป็นแก้วหู (eardrum, tympanic membrane) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหูชั้นกลาง (middle ear) กระดูกหู (ossicles) ในโพรงหูส่วนกลาง (tympanic cavity) หูชั้นกลาง คลื่นเสียงจะวิ่งผ่านช่องหูเข้าไปกระทบกับแก้วหู แล้วจะวิ่งผ่านหูชั้นกลางซึ่งเต็มด้วยอากาศผ่านลำดับกระดูกหู (ossicles) ที่ละเอียดอ่อน คือ กระดูกค้อน (malleus) กระดูกทั่ง (incus) และกระดูกโกลน (stapes) กระดูกเหล่านี้ทำงานเหมือนคานงัดและลูกสูบ ที่แปลงแรงสั่นของแก้วหูที่มีความดันต่ำ ให้เป็นแรงสั่นมีความดันสูงเมื่อไปถึงช่องหูชั้นในรูปหอยโข่ง/คอเคลีย (cochlea) ที่เล็กกว่าซึ่งเรียกว่าช่องรูปไข่ (oval …

Continue Reading
จิตวิทยา

ปรากฏการณ์ฟอเรอร์

ปรากฏการณ์ฟอเรอร์ (Forer effect) หรือที่บางครั้งเรียกว่า ปรากฏการณ์บาร์นั ม (Barnum effect) ตามข้อสังเกตการณ์ของ พี.ที. บาร์นัม ที่ว่า “เรามีทุกสิ่งสำหรับทุกคน” (“We’ve got something for everyone”) เป็นปรากฏการณ์จากข้อสังเกตที่ว่า บุคคลมักให้คะแนนความถูกต้องในระดับที่สูงกับคำอธิบายเกี่ยวกับบุคลิกภาพของตนซึ่งตนเชื่อว่าทำขึ้นมาเพื่อตนโดยเฉพาะ ทั้งที่จริงแล้วเป็นคำอธิบายที่คลุมเครือและกว้างขวางพอที่จะครอบคลุมถึงบุคคลหลายๆ กลุ่ม โดยปรากฏการณ์นี้ได้อธิบายถึงเหตุผลบางส่วนเบื้องหลังความเชื่อที่เป็นนิยมหลายสาขา เช่น โหราศาสตร์ การดูดวง การทำนายจากลายมืออักษร และบททดสอบบุคลิกภาพบางตัวอีกปรากฏการณ์ที่พบได้ง่ายและใกล้เคียงกันคือ การยืนยันเชิงอัตวิสัย (Subjective validation) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสองเหตุการณ์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันได้รับการเชื่อมโยงกันด้วยเหตุผลทางความเชื่อ ความคาดหวัง หรือสมมติฐานที่กำหนดให้ทั้งสองเหตุการณ์จำต้องสัมพันธ์กัน ดังนั้น บุคคลจึงมักมองหาความเกี่ยวเนื่องระหว่างภาพลักษณ์ที่ตนเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของตน กับคำทำนายโหราศาสตร์ slotxo ในปี ค.ศ. 1948 นักจิตวิทยา เบอร์แทรม อาร์. ฟอเรอร์ ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ โดยบอกกับกลุ่มนักศึกษาว่าแต่ละคนจะได้รับบทวิเคราะห์ด้านลักษณะนิสัยที่เขียนขึ้นโดยเฉพาะจากผลแบบทดสอบของแต่ละคน ทั้งนี้ ฟอเรอร์ขอให้นักศึกษาให้คะแนนความถูกต้องของบทวิเคราะห์ดังกล่าวจาก 0 (ไม่ถูกต้อง) ถึง 5 (ถูกต้องทุกประการ) โดยในความจริงแล้ว …

Continue Reading
จิตวิทยา

การอ่านใจแบบเย็น

การอ่านใจแบบเย็น (Cold reading) เป็นเทคนิคที่ใช้โดยบุคคลต่าง ๆ รวมทั้งผู้อ้างว่าตนมีอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่นผู้มีอำนาจทางจิตวิญญาณ (psychic) ผู้ทำนายอนาคต และสื่อวิญญาณ รวมทั้งนักแสดงเช่นนักมายากลคือโดยที่ไม่ได้รู้อะไรล่วงหน้ามาก่อน ผู้ใช้เทคนิคนี้สามารถได้ข้อมูลเป็นจำนวนมากโดยวิเคราะห์สีหน้า อากัปกิริยา ท่าทาง อายุ เสื้อผ้า แฟชั่น ทรงผม เพศ รสนิยมทางเพศ ศาสนา เชื้อชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ ระดับการศึกษา วิธีสำเนียงการพูด แหล่งกำเนิด ฯลฯ เทคนิคนี้มักจะเริ่มด้วยการเดาที่มีโอกาสถูกสูง แล้วตรวจดูปฏิกิริยาว่าอยู่ในแนวที่ถูกต้องหรือไม่ หลังจากนั้นจึงกล่าวเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องที่ถูกโดยบังเอิญ โดยไม่ใส่ใจผ่านเรื่องที่เดาไม่ถูกไป ก่อนที่จะเริ่มการอ่าน ผู้อ่านอาจจะพยายามหาความร่วมมือ โดยกล่าวคำเป็นต้นว่า “ฉันมักจะเห็นภาพที่ไม่ค่อยชัดเจน ซึ่งอาจจะมีความหมายต่อคุณมากกว่าฉัน ถ้าคุณช่วย เราจะสามารถพบอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับคุณ” องค์ประกอบสำคัญที่สุดในการอ่านใจที่น่าเชื่อก็คือ ผู้รับการอ่านที่กระตือรือร้นในการเชื่อมความสัมพันธ์หรือตีความคำพูดที่คลุมเครือ เป็นการช่วยผู้อ่านให้เหมือนกับจะกล่าวสิ่งที่เฉพาะเจาะจงโดยรู้เอง แม้ว่าผู้อ่านจะเป็นคนพูดโดยมาก แต่ก็จะเป็นผู้รับอ่านที่ตีความให้ความหมายกับคำพูดเมื่อกำหนดแล้วว่า ผู้รับการอ่านจะให้ความร่วมมือ ผู้อ่านจะกล่าวคำที่หาข้อมูลหรือถามปัญหา โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไป ผู้รับการอ่านจะให้ข้อมูลเพิ่มขึ้นผ่านคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นโดยการพูดหรือสีหน้าอากัปกิริยา ซึ่งจะทำให้การอ่านดำเนินต่อไปได้ โดยติดตามประเด็นที่ดูเหมือนจะถูกต้อง และทิ้งหรือหลีกเลี่ยงประเด็นที่จะไม่ให้ผลอะไร …

Continue Reading