จิตวิทยา

จิตวิทยาเกสทัลท์

จิตวิทยาเกสตัลต์ (gestalt psychology หรือ gestaltism แก่นหรือรูปทรงแห่งรูปแบบสมบูรณ์ของสิ่ง ๆ หนึ่ง”) เป็นทฤษฎีจิตใจและสมองของสำนักจิตวิทยาเชิงทดลองกรุงเบอร์ลิน หลักการเชิงปฏิบัติการของจิตวิทยาเกสตัลต์ คือ สมองเป็นแบบองค์รวม ขนานและเป็นเชิงอุปมาน (analog) โดยมีแนวโน้มจัดระเบียบตนเอง หลักการนี้มีว่า ตามนุษย์มองวัตถุทั้งหมดก่อนค่อยรับรู้ส่วนย่อย เป็นการแนะนัยว่า องค์รวมนั้นโดดเด่นกว่าผลรวมของส่วนประกอบย่อย จิตวิทยาเกสตัลต์พยายามทำความเข้าใจกฎของความสามารถของมนุษย์ที่จะได้รับและธำรงความรับรู้ที่มั่นคงในโลกอันวุ่นวายนี้ นักจิตวิทยาเกสตัลต์กำหนดว่า การรับรู้เป็นผลของอันตรกิริยาซับซ้อนระหว่างสิ่งเร้าทั้งหลาย นักจิตวิทยาเกสตัลต์มุ่งทำความเข้าใจการจัดระเบียบกระบวนการคิด ขณะที่นักพฤติกรรมนิยมทำความเข้าใจองค์ประกอบของกระบวนการคิด (Carlson and Heth, 2010) ปรากฏการณ์เกสตัลต์เป็นขีดความสามารถสร้างแบบของสัมผัสมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจดจำรูปทรงและแบบทั้งหมดด้วยตา แทนที่จะเป็นเพียงเส้นตรงและเส้นโค้งหลายเส้นรวมกัน ในวิชาจิตวิทยา จิตวิทยาเกสตัลต์มักค้านต่อโครงสร้างนิยม วลี “ทั้งหมดโดดเด่นกว่าผลรวมของส่วนย่อย” (The whole is greater than the sum of the parts) มักใช้เมื่ออธิบายทฤษฎีเกสตัลต์แม้จะเป็นการแปลผิดจากวลีดั้งเดิมของคูร์ท คอฟฟ์คา ที่ว่า “ทั้งหมดเป็นคนละอย่างกับผลรวมของส่วนย่อย” (The whole is other than …

Continue Reading
จิตวิทยา

ปัจจัยบรรเทา

การตีความหรือความคลุมเครือของลักษณะ งานปี 2005 พูดถึงปัจจัยบรรเทาที่เป็น “มิติในการตัดสินใจ” (judgement dimension) ซึ่งหมายถึงความเป็นรูปธรรม (concrete) หรือนามธรรม (abstract) ของความสามารถหรือลักษณะที่ต้องการประเมินงานวิจัยปี 1997 พบว่า บุคคลจะประเมินตนเองสูงกว่า เมื่อสิ่งที่ถามสามารถตีความได้หลายอย่างยกตัวอย่างเช่น ค่านิยมทางสังคมเช่น ความเป็นที่นิยม (popularity) และความรูปงาม (attractiveness) สามารถตีความได้กว้างกว่าลักษณะอื่น ๆ เช่น ความเฉลียวฉลาด หรือความสามารถทางกาย และค่าประเมินตนที่ต่าง ๆ กันในลักษณะเหล่านี้ อาจจะมาจากความจำเป็นที่จะมีทัศนคติเกี่ยวกับตนเองที่พอเชื่อได้แนวคิดว่า ความคลุมเครือมีผลต่อปรากฏการณ์นี้ ได้หลักฐานสองอย่างจากงานวิจัยที่ศึกษากลุ่ม 2 กลุ่ม คือ ในกลุ่มแรก ผู้ร่วมการทดลองได้รับกฎเกณฑ์เพื่อประเมินลักษณะ และในอีกกลุ่มหนึ่ง ผู้ร่วมการทดลองมีอิสระที่จะประเมินลักษณะตามกฎเกณฑ์ของตน งานวิจัยพบว่า ผลของปรากฏการณ์นี้มีระดับสูงกว่าในกลุ่มผู้ร่วมการทดลองที่ใช้กฎเกณฑ์ของตนเอง slotxo วิธีการเปรียบเทียบวิธีการที่ใช้ในงานวิจัยมีอิทธิพลต่อผลต่างที่พบของปรากฏการณ์ งานวิจัยโดยมากใช้การเปรียบเทียบระหว่างบุคคลกับผู้ร่วมกลุ่มโดยเฉลี่ย โดยแบ่งเป็น 2 อย่างคือ การเปรียบเทียบโดยตรง และโดยอ้อม การเปรียบเทียบโดยตรงมีการใช้มากที่สุด คือให้ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนตนเองและผู้ร่วมกลุ่มโดยเฉลี่ย โดยให้ในแผ่นคะแนนเดียวกัน มีค่าเริ่มตั้งแต่ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” ไปจนถึง …

Continue Reading
จิตวิทยา

การมีตนเป็นศูนย์

ทฤษฎีอีกอย่างหนึ่งที่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ก็คือ การมีตนเป็นศูนย์ (egocentrism) ซึ่งเป็นแนวคิดว่า บุคคลให้ความสำคัญและความหมายกับความสามารถ ลักษณะนิสัย และพฤติกรรมของตนมากกว่าของคนอื่น ตามทฤษฎีนี้ บุคคลจะประเมินตัวเองเกินจริงเมื่อเทียบกับผู้อื่นเพราะให้ความสำคัญกับตนมากกว่า งานวิจัยปี 1999 (Kruger) เสนอใช้ทฤษฎีนี้กับผลที่พบในการศึกษา ซึ่งให้ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนความสามารถของตนในงานที่ง่ายและยาก แล้วพบว่า บุคคลจะให้คะแนนตนเองสูงกว่าจุดมัธยฐานในงานที่จัดว่า ง่าย อย่างสม่ำเสมอ และจะให้คะแนนต่ำกว่าจุดมัธยฐานในงานที่จัดว่า ยาก อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าความสามารถจริงของตนจะเป็นอย่างไรในงานนั้น ดังนั้นงานทดลองนี้ พบปรากฏการณ์ดีกว่าโดยเฉลี่ย (better-than-average effect) เมื่อบอกผู้ร่วมการทดลองว่าตนจะประสบความสำเร็จ และพบปรากฏการณ์แย่กว่าโดยเฉลี่ย (worse-than-average effect) เมื่อบอกผู้ร่วมการทดลองว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ โดยผู้วิจัยอธิบายว่า มีการตั้งหลัก (anchor) ให้คะแนนต่อตัวเอง แต่ให้คะแนนคนอื่นโดยปรับ (adjust) ไปทางทิศทางเดียวกันกับคะแนนตัวเองน้อยเกินไป (คือไม่ให้คะแนนคนอื่นดีหรือแย่เท่ากับให้ตัวเอง) และผลงานแสดงว่า ปรากฏการณ์เหนือกว่าเทียมนี้ ไม่ได้มีอย่างทั่วไปเหมือนกับที่เคยคิด slotxo การให้ความใส่ใจ ทฤษฎีที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ focalism คือแนวคิดว่า มีการให้ความสำคัญกับวัตถุที่กำลังใส่ใจมากกว่า คืองานศึกษาปรากฏการณ์นี้โดยมาก เพ่งความสนใจไปที่ตนมากกว่า เพราะคำถามบ่อยครั้งจะยกตนเองขึ้นก่อนเป้าหมายที่ใช้เปรียบเทียบ (เช่น “จงเปรียบเทียบคุณเองกับบุคคลปานกลาง”) ตามทฤษฎีนี้ บุคคลนั้นจึงให้ความสำคัญต่อความสามารถหรือลักษณะของตน …

Continue Reading
จิตวิทยา

ความสัมพันธ์กับสุขภาพจิต

นักจิตวิทยาเมื่อก่อนมีแนวคิดว่า การมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับตนเป็นเรื่องจำเป็นต่อการมีสุขภาพจิตที่ดี แต่แนวคิดนี้ถูกคัดค้านโดยงานวิจัยปี 1988 ที่นักวิจัยคู่หนึ่ง (Taylor & Brown) อ้างว่า บุคคลที่มีสุขภาพจิตดีมักจะมีการแปลสิ่งเร้าผิดทางประชาน (cognitive illusion) เหล่านี้ คือ ปรากฏการณ์นี้ การแปลสิ่งเร้าผิดว่าควบคุมได้ (illusion of control) และความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดี (optimism bias)ซึ่งกลายเป็นแนวคิดใหม่ทรงอิทธิพล จนกระทั่งผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับสรุปว่า การชักนำให้เกิดความเอนเอียงเหล่านี้อาจจะใช้เป็นวิธีบำบัดรักษาได้แต่ตั้งแต่นั้นมา งานวิจัยต่อ ๆ มาได้บั่นทอนข้อสรุปเช่นนั้น และให้หลักฐานใหม่ ๆ ที่สัมพันธ์ปรากฏการณ์นี้กับผลลบต่อบุคคล ข้อโต้แย้งอย่างหนึ่งต่องานวิจัยของ Taylor & Brown ก็คือ การจัดว่าบุคคลเป็นผู้มีสุขภาพจิตดีหรือไม่ดี มาจากคำตอบที่แจ้งเองของผู้ร่วมการทดลอง แทนที่จะใช้กฎเกณฑ์ที่เป็นกลางๆดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า คนที่มักจะยกย่องตัวเอง (self-enhancement) ก็จะโอ้อวดว่า ตนปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดีขนาดไหน ถึงกับมีนักวิจัยที่อ้างว่า กลุ่มที่นับว่ามีสุขภาพจิตปกติ ความจริงรวมคนพวกที่ “ปฏิเสธ (ความจริง) เพื่อป้องกันตน” ซึ่งเป็นคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกมากที่สุด slotxo งานศึกษาตามยาวหรือ วิธีศึกษาระยะยาว(longitudinal study) เป็นการศึกษาวิจัยโดยสหสัมพันธ์ที่สังเกตวัดค่าตัวแปรเดียวกัน …

Continue Reading