จิตวิทยา

การข่มเหงรังแก

การข่มเหงรังแก หรือ การกลั่นแกล้ง (Bullying) เป็นการใช้กำลัง, การขู่เข็ญหรือการข่มขู่ เพื่อทำร้าย, ครอบงำอย่างเกรี้ยวกราด หรือ ข่มขู่ พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นซ้ำไปมาและเกิดเป็นนิสัย สิ่งที่นำมาสู่การข่มเหงรังแกคือการรับรู้เข้าใจ (perception) ทั้งของผู้รังแกและผู้ถูกรังแก ถึงความไม่สมดุลกันของอำนาจทางสังคมหรือทางกายภาพ การเกิดความไม่สมดุลของอำนาจนี้ใช้ในการแยกความแตกต่างระหว่างการข่มเหงรังแก (bullying) จากความขัดแย้ง (conflict) การข่มเหงรังแกเป็นกลุ่มย่อยของความประพฤติที่เกรี้ยวกราด (aggressive behavior) ซึ่งมีลักษณะประกอบด้วยเกณฑ์ดังต่อไปนี้:ความตั้งใจเป็นปริปักษ์ (hostile intentความไม่สมดุลของอำนาจ (imbalance of power) และการเกิดขึ้นซ้ำ ๆ (repetition over a period of time)[การข่มเหงรังแกในโรงเรียนและที่ทำงานสามารถแแเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “peer abuseวัฒนธรรมการข่มเหงรังแกสามารถปรากฏได้ในบริบทที่ซึ่งมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น ในโรงเรียน, ครอบครัว, ที่ทำงาน,[บ้าน และ ชุมชน สื่อกลางหลักในการข่มเหงรังแกในวัฒนธรรมร่วมสมัยคือผ่านทางสื่อสังคมและ slotxo การเปรียบเทียบแพร์ไวส์ ( Pairwise comparison) หรือ การเปรียบเทียบเชิงคู่ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบในเชิงจิตวิทยากล่าวถึงกระบวนการในการเปรียบเทียบสิ่งของเป็นคู่ โดยเลือกว่าของสิ่งใดในสองสิ่งมีความคุณค่ามากกว่ากันในคุณสมบัติเชิงปริมาณ วิธีการนี้ถูกนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยในหลายหัวข้อ …

Continue Reading
จิตวิทยา

การข่มขืนกระทำชำเรายามสงคราม

การข่มขืนกระทำชำเรา ในฐานะมูลเหตุของสงคราม ย้อนกลับไปในสมัยโบราณ ไกลเท่าที่กับมีพูดถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ล ทหารชาวอิสราเอล กรีก เปอร์เซีย และโรมัน มักจะข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิงและเด็กชาย ในพื้นที่ที่เขาได้ครอบครอง ในยุคปัจจุบัน การข่มขืนกระทำชำเราถูกนับว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เมื่อถูกทำโดยทหาร หรือกองกำลังมากถึง 80,000 คน ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยทหารญี่ปุ่นใน 6 สัปดาห์ของการฆ่าหมู่ในนานกิง คำพูดที่ว่า “ผู้หญิงที่ช่วยให้สบาย” เป็นคำนุ่มนวลที่ใช้ในการบังคับผู้หญิงประมาณ 200,000 คนให้เป็นโสเภณีในซ่องทหารญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ทหารกองทัพแดง ข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิงประมาณ 2,000,000 คนของเยอรมันรวมถึง เด็ก ทหารโมร็อกโค – ฝรั่งเศส รู้จักในนามของ กูเมียร์ (Goumiers) ได้ข่มขืนกระทำชำเราและทำอาชญากรรมสงครามอื่นๆหลังการสู้รบที่ Monte Cassino.มีคำกล่าวว่ามีผู้หญิงประมาณ 200,000 คน ถูกข่มขืนกระทำชำเราระหว่างสงครามประกาศอิสรภาพของบังคลาเทศโดยทหารชาวปากีสถาน แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันมากก็ตาม Sarmila Bose และผู้หญิงอิสลามของ Bosnia ถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยกองกำลังชาวเซิร์บ ระหว่างสงครามบอสเนีย การแพร่ข่าวลือเรื่องสงครามมักจะทำให้เกิดการปฏิบัติต่อประชากรในท้องที่หนึ่งๆ ไม่ดี …

Continue Reading
จิตวิทยา

ประวัติศาสตร์

คำว่า “ข่มขืนกระทำชำเรา” มีต้นกำเนิดมาจากคำกริยาภาษาลาตินว่า Rapare หมายถึง ฉวยไว้ หรือ เอามาโดยกำลัง คำนี้ในต้นกำเนิดไม่ได้มีความหมายทางเพศเลย และก็ยังคงใช้อย่างนี้เรื่อยมาในภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ของการข่มขืนกระทำชำเราและการเปลี่ยนไปในความหมาย ค่อนข้างซับซ้อน ในกฎหมายโรมัน การข่มขืนกระทำชำเราถูกจัดอยู่ในอาชญากรรมของการก้าวล่วง ไม่เหมือนกับขโมยหรือโจรปล้น การข่มขืนกระทำชำเราถูกใช้ในความหมายที่ว่า “การกระทำผิดต่อสาธารณะ” ซึ่งขัดแย้งกับ “การกระทำผิดต่อบุคคล” ซีซาร์ ออกัสตัส ออกกฎหมายปฏิรูปการข่มขืนกระทำชำเรา ภายใต้กฎหมาย Lex lulia de vi publica ซึ่งมีนามสกุลของพระองค์ คือ “lulia” ที่อยู่ใต้กฎหมาย ประพฤติล่วงประเวณี Lex lulia de adulteriis ที่โรมฟ้องร้องต่ออาชญากรรมประเภทนี้ จักรพรรดิจัสติเนียนยังคงใช้กฎหมายนี้สำหรับเอาผิดผู้กระทำการข่มขืนกระทำชำเราตลอดศตวรรษที่ 6 ในอาณาจักรโรมันตะวันออก ในยุคโบราณตอนปลาย คำว่า Raptus หมายถึง การลักพาเรียกค่าไถ่, การหนีตามกันไป, การปล้น หรือการข่มขืนกระทำชำเรา ในความหมายปัจจุบัน ความสับสนระหว่างคำนี้ ได้เกิดขึ้น เมื่อผู้เขียนจดหมายเหตุของคริสตจักรในสมัยแรก ใช้แยกแยะระหว่าง การหนีตามกันไปเอง …

Continue Reading